ประวัติความเป็นมาของเสื้อเย็บมือ

เสื้อเย็บมือ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานานของชนเผ่าผู้ไทยจังหวัดมุกดาหาร เป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงชีวิตความเป็นอยู่ความเจริญทางด้านวัฒนธรรมความมีศิลปะความปราณีตบรรจง ความมานะอดทน ตลอดจนสะท้อนความเป็นอยู่วิถีชีวิตของคนสมัยก่อน ทุกสิ่งจะถูกถ่ายทอดออกมาทางความคิด ซึ่งดั้งเดิมจะไม่มีลวดลายมากนัก จะใช้วิธีการด้นด้วยมือเป็นเส้นๆ และจะพัฒนาลวดลายอันสวยงามตามแนวคิดสมัยใหม่ การเย็บผ้าด้วยมือจะถูกถ่ายทอดกันมาและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ จากรุ่นสู่รุ่น

สมัยก่อนการตัดเย็บเสื้อผ้าที่จะสวมใส่จะไม่มีจักรเย็บผ้าจะไม่มีเทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนทุกวันนี้ การหาเสื้อผ้าจะต้องเริ่มต้นจากการทำไร่ทำสวนทำนา ชาวบ้านจะปลูกฝ้ายในไร่แล้วนำมาเข็ญเป็นเส้นฝ้ายนำมาทอเป็นผืนสี ที่ใช้จะย้อมด้วยสีธรรมชาติ เช่นผ้าฝ้ายจะย้อมด้วยครามหรือย้อมด้วยลูกมะเกลือ เป็นสีที่เข้มเหมาะกับการใช้งานที่ทำงานหนักส่วนผ้าที่ใช้สำหรับไปงานบุญประเพณีต่างๆ จะใช้ผ้าไหมซึ่งชาวบ้านจะปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแล้วนำมาทอเป็นผืน เช่นทำเป็นผ้าถุง ผ้ามัดหมี่ ส่วนเสื้อก็จะตัดเย็บด้วยมือ เช่นเดียวกันสีที่ย้อมก็จะเป็นสีธรรมชาติแต่ออกมาในรูปสีสันที่สวยงาม โดยอาศัยเปลือกไม้ตามธรรมชาติที่มีในท้องไร่ท้องนาของตนเอง

ปัจจุบันการเสื้อที่เย็บด้วยมือกำลังจะหายไปถ้าเราไม่รู้จักอนุรักษ์รักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผู้คนต้องการความสะดวกสบาย และความรวดเร็วทางด้านการครองชีพ การเย็บเสื้อด้วยมือต้องพิถีพิถัน ใช้เวลาในการตัดเย็บหลายวัน เสียเวลาไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป ถ้าเปรียบเทียบกับการตัดเย็บด้วยวิธีอื่น แต่การตัดเย็บด้วยมือจะสะท้อนออกมาถึงความละเอียดอ่อนของฝีมือ ลวดลายบนผืนผ้าจะอ่อนช้อยงดงามบ่งบอกถึงความเป็นธรรมชาติ และยากที่จะมีผู้ที่มีฝีมือในการเย็บซึ่งปัจจุบันมีไม่มากนัก ปัจจุบันจังหวัดมุกดาหาร กำลังรณรงค์ให้คนในจังหวัดได้ใช้ผ้าที่ทอและเย็บด้วยมือ ทุกหน่วยงานได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้สินค้าไทย ผ้าทอและเย็บด้วยมือเป็นที่นิยมชื่นชอบของผู้ที่ได้พบเห็น ทางพัฒนาชุมชนจังหวัดมุกดาหารกำลังฟื้นฟู อนุรักษ์ รณรงค์ให้ความรุ่นใหม่หันมาสนใจและใช้ผลิตภัณฑ์ เสื้อที่เย็บด้วยมือมากขึ้น สอนเยาวชนให้รู้คุณค่าของเสื้อที่เย็บด้วยมือ โดยการให้รู้จักรักธรรมชาติ ที่มีอยู่รอบตัว รู้จักการนำธรรมชาติ มาใช้กับชีวิตประจำวัน เช่น การนำต้นครามมาหมักจนเปื่อย แล้วนำเอาน้ำครามมาย้อมผ้าขาว จะออกเป็นสีคราม สีกรมท่า หรือน้ำเงินเข้ม เป็นการสืบทอด ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน ผ้าที่ย้อมด้วยครามจะมีกลิ่นหอม เมื่อสวมใส่ สามารถดูดซับสารพิษออกจากร่างกายได้เป็นที่นิยมของคนในชุมชนและท้องถิ่น ทั้งในและต่างประเทศ ในการหมักต้นคราม หรือย้อมผ้าด้วยคราม เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน เพราะต้องใช้ความเพียรพยายาม อดทนในการทำ เยาวชนในปัจจุบันไม่มีการสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ จะมีก็คนเก่าแก่ในบางหมู่บ้านเท่านั้นที่ยังมองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และได้สืบสานต่อมาแต่ก็เหลือน้อยมาก ผ้าที่ย้อมด้วยมือจึงกลายเป็นสินค้าที่หายากและค่อนข้างราคาแพง นอกจากต้นครามแล้ว คนในสมัยโบราณยังนำเปลือกไม้ที่เกิดตามธรรมชาติมาย้อมฝ้ายย้อมผ้า ทำให้ได้มีสีสันที่สวยงามและเป็นที่นิยม อาทิเช่น การนำเอาเปลือกไม้ต้นก่อที่เกิดตามป่าและภูเขามาย้อมฝ้ายจะให้มีเหลืองทองสวยงามมาก เมื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าจะสวยเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่พบเห็น นอกจากนั้นยังมีต้นไม้ชนิดอื่นๆ เช่น เปลือกมะม่วง จะให้สีเหลืองไข่นุ่นจะให้สีชมพูอ่อนสวยงามดึงดูดใจผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันเราได้พัฒนารูปแบบเสื้อที่เย็บด้วยมือในด้านรูปทรง เพื่อให้สวยงามคงทนสีไม่ตก และเวลาสวมใส่กระซับยิ่งขึ้น และเข้าสู่มาตรฐานสากลในระดับหนึ่ง โดยการนำผ้ามาซับในเพื่อให้การใช้งานได้นานขึ้น มีความสง่างามสำหรับผู้สวมใส่ ลวดลายแทรกตามลายผ้าให้ดูแปลกตาจากของเดิม ซึ่งเป็นสีพื้นๆอย่างเดียว และการย้อมยังคงใช้วัสดุจากธรรมชาติในการย้อมสีเหมือนเดิม ส่วนลายปักก็จะดัดแปลงออกไปตามภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น สะท้อนถึงวิถีชีวิต ศิลปะของคนรุ่นก่อนสานต่อมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน สมควรรักษาและอนุรักษ์เอาไว้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ผ้าทอด้วยมือย้อมด้วยต้นครามนำมาเย็บปัก ถักทอย้อมด้วยสีของธรรมชาติ เปลือกไม้ ใบไม้ ที่มีอยู่รอบๆตัวเรา ได้อยู่คู่กับคนไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน